วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

มาวิธีเคราะห์ เจตนาของกฎหมายอาญาในประเทศไทยว่ามีกี่ประเภท

         
เครดิตรูป ไทยรัฐ
              วันนี้ ทนายช่วยคิดมาเสนอหลักเจตนาภายใน ในกฎหมายอาญา

             ประเภทของเจตนาภายในของไทย มีอยู่ 2 ประเภท คือ เจตนาโดยแท้ กับ เจตนาโดยกฎหมาย
             ซึ่งเจตนาโดยแท้นั้น คือ เจตนาประสงค์ต่อผล และเจตนาเล็งเห็นผล อยู่ในมาตรา 59 ของประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้ มาตรา 59 วรรคสอง กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและ ในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการ กระทำนั้น

              ส่วนเจตนาโดยผลของกฎหมาย นั้น จะอยู่ในมาตรา 60 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งแม้ผู้กระทำจะไม่ได้มีเจตนากระทำต่อผู้เสียหาย แต่กฎหมายให้ถือว่า เป็นการกระทำโดยเจตนาต่อผู้นั้น แล้ว ดังมาตราดังนี้
              มาตรา 60 ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการ กระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดย เจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น

โดย ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่,ทนายความเชียงใหม่

วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

รู้หรือไม่ว่า การเก็บของได้ จะได้รับเงินรางวัลจากการคืนของนั้นให้แก่เจ้าของ

           
 ทนายเชียงใหม่
เครดิตรูป ShopKlub
วันนี้ ทนายช่วยคิด ขอนำเสนอ
             การเก็บของผู้อื่นได้แล้วคืนเจ้าของ เจ้าของมีหน้าที่จะต้อง  ในอัตราร้อยละ 10 ของค่าทรัพย์สินในราคาไม่เกิน 5,000 บาท และในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าที่เกินว่า 5,000 บาท โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเอาไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
             มาตรา 1324 ผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหาย อาจเรียกร้องเอารางวัลจาก บุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นเป็นจำนวนร้อยละสิบแห่งค่าทรัพย์สินภายใน ราคาพันบาท และถ้าราคาสูงกว่านั้นขึ้นไป ให้คิดให้อีกร้อยละห้าในจำนวน ที่เพิ่มขึ้นแต่ถ้าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหาย ได้ส่งมอบทรัพย์สินแก่ตำรวจ นครบาล หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นไซร้ ท่านว่าให้เสียเงินอีกร้อยละสองครึ่ง แห่งค่าทรัพย์สินเป็นค่าธรรมเนียมแก่ทบวงการนั้น ๆ เพิ่มขึ้นเป็นส่วนหนึ่ง ต่างหากจากรางวัลซึ่งให้แก่ผู้เก็บได้ แต่ค่าธรรมเนียมนี้ท่านจำกัดไว้ไม่ให้ เกินร้อยบาท

โดย ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่,ทนายความเชียงใหม่

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ความรับผิดเกี่ยวกับสัตว์ ในคดีแพ่งของประเทศไทย

 วันนี้ ทนายช่วยคิด ขอนำเสนอข้อกฎหมายเกี่ยวกับสัตว์ มาฝากครับ

               ไม่ว่าชนชาติใด ก็มีความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงแทบทั้งสิ้น ไม่ว่า จะเป็น สุนัข แมว เป็นต้น แต่รู้ไหมว่า มีกฎหมายออกมาทั้งให้ต้องรับผิดตามที่สัตว์เลี้ยงของเราไปกระทำต่อผู้อื่นด้วย
 ทนายเชียงใหม่
เครดิตรูป http://www.pharmacy.mahidol.ac.th

ตามกฎหมายไทย กำนหความรับผิดของเจ้าของสัตว์ไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 
          มาตรา 433 ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ ท่านว่าเจ้าของ สัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของ จำต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิด แต่สัตว์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวัง อันสมควร แก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์หรือตามพฤติการณ์ อย่างอื่นหรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น
           อนึ่ง บุคคลผู้ต้องรับผิดชอบดั่งกล่าวมาในวรรคต้นนั้น จะใช้สิทธิ ไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลผู้ที่เร้าหรือยั่วสัตว์นั้นโดยละเมิด หรือเอาแก่ เจ้าของสัตว์อื่นอันมาเร้าหรือยั่วสัตว์นั้น ๆ ก็ได้ 
   
         จากมาตราดังกล่าว ทำให้เห็นว่า แม้สัตว์เราจะได้ไปทำละเมิดต่อบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย เจ้าของหรือผู้รับเลี้ยงสัตว์ในขณะนั้น จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ถูกทำละเมิด 

                                                                                                                        ทนายช่วยคิด

โดย ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่,ทนายความเชียงใหม่




วันนี้ ทนายช่วยคิด มีข้อกฎหมายเล็กๆน้อยมาฝาก



เกี่ยวกับเรื่องของการกู้ยืมเงิน

เครดิตรูป : pl.123rf.com

                       ปัจจุบัน มีการหมุนเงินกันไม่ทัน จะต้องมีการกู้ยืมเงินจากธนาคารบ้าง จากเจ้าหนี้นอกระบบบ้าง โดยไม่สนใจว่า ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นจะมีอัตราเท่าไหร่ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
วันนี้ ทนายช่วยคิดจะมาให้ข้อคิดกับข้อกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยให้ทราบโดยร่วมกัน 

                        ตามกฎหมายไทยหรือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั้น กำหนดให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ยกเว้น ธนาคารจะต้องเป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด จึงมีข้อสงสัยว่า หากมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร

                         ปัจจุบัน แนวคำพิพากษาของศาลฎีกา กำหนดว่า การเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเช่นนี้ เป็นการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา   พ.ศ.2475 หรือ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา   พ.ศ.  2560 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2560 เป็นต้นไป ทำให้การเรียกดอกเบี้ยโดยผู้กู้จ่ายให้แก่ผู้ให้กู้ไปแล้ว ตกเป็นโมฆะ และให้นำเอาดอกเบี้ยดังกล่าวมาหักกับเงินต้นไปอีกด้วย

                          ดังนั้น ผู้ให้กู้รายใด จะให้ผู้กู้กู้ยืมเงินจะต้องคำนวนอัตราดอกเบี้ยกันให้ดีๆ นะครับ


                                                                                                                    ทนายช่วยคิด

โดย ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่,ทนายความเชียงใหม่